Arnupharp's profileTrOPic of CANCERPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
March 05 เลือกสีบอกนิสัยเรื่องมันมีอยู่ว่า เราได้ตาม link ใน webboard cp29 เข้าไปทำ quiz โดยการเลือกสีต่างๆ
แล้วรู้สึกว่าผลที่ได้มันตรงดีแฮะเลยเอามาแปะไว้ให้คนที่ผ่านไปมาได้ดูเล่น ^^ ลองมาดูผลที่ได้จากเวบของเรากันเลย
topscores's Existing Situation
topscores's Stress Sources
topscores's Restrained Characteristics
The situation is preventing him from establishing himself, but he feels he must make the best of things as they are.
topscores's Desired Objective
topscores's Actual Problem
January 12 แปะๆๆๆๆๆสวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน สำหรับ entry นี้จะมาแปลกกว่าทุกที แต่มะได้มีเจตนาจะทำให้
ใครเดือดร้อนนะค้าบบบบบ กะผม "แปะ" มาอีกที
เพื่อนๆหลายๆคนอาจจะงงว่าวันนี้ไอ้ทอปมันเพ้ออะไรฟระ หรือว่าเล่น fitness มากเกินจนเพี้ยน O_o
อย่างเพิ่งด่วนสรุปครับจริงๆแล้วการ "แปะ" เนี่ยมันคือ แอ่น แอน แอ๊น
"การ blog tag หรือ การแปะ ก็เหมือนการเล่นวิ่งไล่จับ ที่ถ้าเราถูกแปะแล้วต้องไปแปะคนอื่นต่อ โดยคนที่โดนแปะจะต้องทำการเขียนเรื่องราวของตัวเองที่คิดว่าไม่ค่อยมีคนรู้ 5 เรื่องลงในบล็อคของตัวเอง แล้วค่อยไปแปะคนอื่นต่อไปอีก 5 คน (จดหมายลูกโซ่ชัดๆ) ให้เขียนต่อ โชคยังดี ที่คนที่เคยโดนแปะไปแล้วไม่สามารถโดนแปะซ้ำซ้อนได้ ไม่งั้นคงเล่นกันเป็นวงกลมแน่ๆ"
เอาละครับมาเริ่มกันที่เรื่องของเราที่คิดว่าไม่ค่อยมีคนอื่นรุดีกว่านะ
1. อันที่จริงแล้วเราเป็นคนขี้อายแล้วก็ประหม่ามากๆเวลาต้องแสดงออกต่อหน้าคนเยอะๆล่ะ O_o
2. ชื่อเล่นจริงๆตอนปุ๊ด ออกมาจากท้องแม่ชื่อ "ท็อปแท็ป" นะ 555
3. คนอย่างเราก้อเคยเข้ารับพระราชทานรางวัล 2 ครั้งแน่ะ จากสมเด็จพระพี่นาง กับสมเด็จพระเทพ ขออวดหน่อยแฮ่ม
4. เราเริ่มเขียน program ครั้งแรกตอน ป 4 ด้วยภาษา basic
5. เราเป็นคนติดเพื่อนสุดๆๆๆ เลยแหละ :D
เอาล่ะจบจากเรื่องของเราไปก้อมาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยครับ 5 คนที่จะถูกแปะต่อไปมีรายชื่อดังนี้
1. แพนด้าหนิง หุหุเราจำเป็นน่ะไม่ได้แกล้งนะ 2. ตัวตุ่นเอม แปะๆๆๆ
3. นู๋บัว ถึงจะคอย share เพลงให้เราเสมอเราก้อยังต้องแปะนะ T^T
4. ก้อง the myth เออไม่ต้องงง เมิงอ่ะแหละ
5. สุดท้าย พี่ฟ้งคร้าบบบบ นึกคนที่เขียน blog ไม่ออกแล้วช่วยทีครับ >.<
ขอแถมอีกหนึ่งหน่อละกันเนื่องจากน่าจะมีวีรกรรมเยอะ
6. บุศ สุดสวยเล่าวีรกรรมมาซะดีๆ >:) แปะ!!
แปะ!!!
แปะ!!!! January 08 My Objetive year 2007ก่อนอื่นก็ขอ happy new year 2007 กับเพื่อนๆทุกคนนะครับ
ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ ตลอดปีแล้วก้อตลอดไป :D
ใครที่อกหักอยู่ขอให้พบคนดีๆในเร็ววัน ส่วนใครที่ยังรักกันหวานก้อ ขอให้รักกันไปนานๆ ขอให้รวยๆๆๆๆๆ โดยไม่มีเหตุผล สุขภาพดีไม่ป่วย ไม่ไข้
พูดมาก้อนานไม่เข้าเรื่องซักทีเด๋วคนอ่านจะเบื่อ - -''
จริงๆแล้ววันนี้ที่มาเขียน blog เนี่ย ก็อยากจะกำหนดเป้าหมายชีวิตตัวเอง สำหรับปี 2007 นี้ ดังต่อไปนี้
ความสามารถด้านเทคนิค
objective
1. ศึกษา network protocol ทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับงาน
2. ศึกษา design document ของ core component ทุกตัว
3. ทำ Augmented Reality engine ให้เสร็จ และขายให้ได้ -_______-''
Actionplan
1. เจียดเวลาทุกวันทำงานวันละ 1-2 ชม มานั่งศึกษา document
2. ใช้เวลาว่างในช่วงกลางคืนพัฒนา engine อย่างสม่ำเสมอ
3. ประชุมแผนการตลาดทุกวันจันทร์และพฤหัส
ภาษา
objective
1. เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นและสอบวัดระดับภาษาระดับ 3 ให้ผ่านภายในปลายปีนี้
2. เพิ่มทักษะการฟัง การพูด ภาษาอังกฤษ
3. สอบ TOEFL ให้เกิน 600 และ GRE ให้เกิน 400 Action plan
1. เรียนญี่ปุ่นอาทิตย์ละสองชม ทวน gramma วันละ ครึ่งชม ท่องศัพท์ 10 คำต่อวัน 2. ฟังหนัง sound track อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 เรื่อง กลับบ้านทุกวันเปิดทีวีช่องภาษาอังกฤษ
สุขภาพ
objective
1. ลดน้ำหนักให้ได้ 10 โล -"-
2. เพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อในร่างกาย
Action plan
1. เข้าฟิตเนสอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชม
2. วิ่งสวนลุมทุกวันที่ว่างจากกิจกรรมอย่างอื่น
ความเป็นคน
objective
1. หัดให้มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจ
2. หัดเอาใจเขามาใส่ใจเราและพยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้นไม่คิดถึงแต่ตัวเอง
3. ทำกิจกรรมการกุศลเมื่อมีโอกาส
เฮ้อดูๆแล้วมีอะไรต้องทำเต็มไปหมดเลยแฮะ ยังงัยก้อเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ ^^ October 01 แปะเพลงๆวันนี้ไปดูหนังกับเพื่อนๆที่ reuters มา สนุกมาก (ไปดูกับเพื่อนๆสนุกแต่หนังไมได้เรื่อง - -'')
ตอนเย็นต้องรีบแยกกะเพื่อนๆ เพราะนัดหม่อมแม่ไว้ กลับมาถึงหอหม่อมแม่ไม่สบายเลย ออก ไปซื้อยามาให้ ก็พอรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีวันนี้เลยไปส่งแม่กลับบ้านถึงบนรถไฟ
ขากลับนั่งรถเมล์กลับมาได้ยินเพลงๆนึงชอบมาก กลัวจะลืมซะก่อน เลยเอามาแปะไว้ให้เพื่อนๆฟัง
เพลงคนๆนี้จะไม่ไปจากเธอ - Soul out
เธอเจ็บจากเขาใช่ไหม ที่ถูกเขาทิ้งไป * แค่อยากให้เธอเข้าใจ อยู่กับฉันไม่เป็นไร ** ถ้าเธอยังคิดถึงเขา ยังคงมีแต่เขาในใจ หาก ไม่มีวันเข้าไป อยู่ในใจของเธอ แต่ฉันยินดีจะรับมัน (ซ้ำ *, **) ถ้าเธอยังคิดถึงเขา ยังคงมีแต่เขาในใจ September 30 The power of high speed internetเมื่อวานเราไปทำงานที่มหาลัย + มีหนังที่หนิงฝากให้ download ให้ 1 เรื่อง
คือดาบมังกรหยก เนื่องจากไอ้หนังเรื่องนี้น่ะมันเกือบ 20 gb ได้ ถ้า load
ที่หอถึงจะ hi speed ก้อคงโหลดจนหงอกเหมือนกัน ก้อเลยคิดว่าเนท
จุฬานี่มันต่อเข้า backbone โดยตรงนี่นะ ยิ่งดึกๆแบบนี้ใครจะมาแย่ง bandwidth
กะเราก็เลยลองเปิด bit ดู โหจอร์จแทบเป็นลม รู้ก้อรู้อ่ะนะว่ามันต้องเร็ว
แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ลองไปดูรูปกัน
download ได้เกือบๆ 6MB ต่อวินาที เนทหอเราที่ load ได้ทีละ 100 กว่า KB ต่อวินาที September 29 Teamworkวันนี้มี department meeting ซึ่งเป็น meeting ประจำเดือนของแผนกที่เราอยู่คือ IMS
Support สถานที่คือที่ pantry ชั้น 31 เนื้อหาในการ present จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ team
ในขณะนั้น แล้วก้อมี การแสดง role play เกี่ยวกับ SET value (Spirit Elite Trust)
ซึ่งเป็น keyword ของ team เรา
Spirit - จิตวิญญาณ ในการทำงานทุกอย่างถ้ามี spirit งานก้อสำเร็จกว่าครึ่งแล้วเพราะ
เราได้ใส่ใจลงไปในงานเราด้วย
Elite - We are more than great, but elite สิ่งที่ทำต้องอยู่เหนือ customer expect เสมอ อย่าพึงพอใจ เพียงเพราะว่าสิ่งที่ทำ meet objective แต่
ต้องทำงานทุกชิ้นให้เต็มความสามารถเสมอ
Trust - เชื่อมั่นในเพื่อนร่วมทีม เสนอความเห็นที่แตกต่างได้แต่ต้องอยู่บนหลักเหตุผล
role play เป็นไปอย่างสนุกสนานเฮฮา พร้อมได้สาระไปด้วย ดูๆแล้วถ้าทำได้ตาม
keyword นี้คงเป็น working environment ที่เยี่ยมมาก 55 สิ่งที่ชอบที่สุดใน meeting
ครั้งนี้คือ present เรื่องเกี่ยวกับ teamwork ของพี่อู๊ดด้า เป็นการ present ที่น่าประทับใจจริงๆ
พี่อู๊ดด้า เปิดการ present ด้วย vdo clip ของนักฟุตบอล คนหนึ่งจากหนังเรื่อง GOAL
ตอนที่เอามาให้ดูเป็นตอนที่นักฟุตบอลคนหนึ่งกำลังพยายามลากเลื้อย
ผ่านคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามคนแล้วคนเล่า จากนั้น โค้ชได้เรียกนักเตะคนนั้นมา แล้วสั่งว่า
พอผมพูดว่า go ให้คุณวิ่งสุดกำลังไปที่ goal ของฝ่ายตรงข้าม ว่าแล้วโค้ชก็พูด
ว่า go นักเตะคนนั้นรีบวิ่งเต็มกำลังไปยัง goal ฝ่าย ตรงข้ามตามคำสั่ง โค้ชเตะ
บอลข้ามหัวนักเตะคนนั้นไปเข้าประตู แล้วเรียกนักเตะคนนั้นให้วิ่งกลับมา แล้วสั่ง
go ให้วิ่งไปใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วจึงถามนักเตะคนนั้นว่า คุณรู้มั้ยว่าผมอยาก
จะบอกอะไรนักเตะดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของโค้ช ซึ่งโค้ชได้บอกประมาณว่า
"The ball goes faster than you, here the reason why we pass the ball"
ดูแล้วเข้าใจได้เลยว่าต่อให้นักเตะคนนั้นเก่งยังงัยพยายามวิ่งแค่ไหน ก็สู้การจ่ายบอลให้เพื่อน
วิ่งไปทำประตูไม่ได้เลย
นอกจากนี้พี่อู๊ดด้าได้พูดถึงสิ่งจำเป็น 7 อย่างที่ไม่ว่า team ไหนๆก็จำเป็นต้องมีจึงจะเป็นทีมที่
ดีได้ เราจำได้ไม่หมดเด๋วจะมา update ทีหลัง ^^ เท่าที่จำได้มี
participating, listening, questioning, www, xxx, yyy, zzz
(พี่อู๊ดด้าถ้าเข้ามาอ่านช่วยเติมให้ครบด้วยนะครับ ^^'')
ปิดท้ายด้วยข้อคิดดีๆเป็นภาษาอังกฤษค่อนข้างเข้าใจยาก เราถอดความไว้อาจจะ
ตกหล่นบ้างนะ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด (the deepest fear) คือการไม่กล้าทำสิ่งที่ควรทำ ลองคิดถึงเมื่อสมัยเป็น
เด็กเราไม่คิดอะไรมากถ้าเห็นว่าสิ่งไหนถูกเราก็จะทำทันที แต่เมื่อโตขึ้นแยกแยะได้มากขึ้นว่าสิ่ง ไหนถูกสิ่งไหนผิดกลับไม่กล้าทำห่วงโน่นห่วงนี่ กลัวสายตาคนรอบข้าง และเหตุผลอีกมากมาย
ทำให้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
"การที่เรากล้าทำในสิ่งที่สมควรทำนอกจากจะทำให้ตัวเราได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้วยัง
ช่วยมอบความกล้าให้คนรอบข้างที่เห็น ได้ทำในสิ่งที่ควรทำด้วย"
ลองคิดเล่นๆดูว่าสมมติคุณเห็นคนตาบอดกำลังข้ามถนน หรือเห็นคนถือของหนักอยู่ ตามสามัญ
สำนึกเราควรจะเข้าไปช่วย แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะเข้าไปช่วย เราเชื่อว่าที่จริงแล้วคนที่เห็นแทบ
ทุกคนอยากช่วยทั้งนั้น แต่เพราะไอ้ความกลัวที่ว่านี่แหละทำให้ไม่ได้ทำ ทีนี้ลองมาคิดกลับกันว่า
มีคนๆนึงได้เดินเข้าไปช่วย คนอื่นๆที่เห็นดังนั้นย่อมจะละทิ้งความกลัวเดินเข้าไปช่วยได้ง่ายขึ้นเป็นต้น
เขียนมาซะยืดยาวก็อยากจะบอกแค่ว่าวันนี้ประทับใจ department meeting มากๆ เป็น meeting ที่ดี
มากตั้งแต่เข้ามาทำงานที่ Reuters เลย สุดท้ายนี้ขอจบด้วยประโยคดีๆ
"จงอย่ากลัวที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง"
วันนี้เพื่อนๆทำในสิ่งที่ควรทำกันหรือยังครับ :D September 25 สวนรถไฟเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปปั่นจักรยานที่สวนรถไฟหรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ
สวนวชิรเบญจทัศอยู่ใกล้ๆ สวนจตุจักรนั่งรถไฟฟ้ามาลงหมอชิตแล้วต่อ taxi ได้เลย บรรยากาศดีมากๆ
จริงๆเคยมีเพื่อนชวนไปหลายครั้งละ แต่เพิ่งจะได้ไปปั่นจริงๆครั้งนี้ครั้งแรก นัดกับ
คิมกับซวงไว้ 3 โมงครึ่ง เราไปเลทนิดหน่อย (ประมาณเกือบครึ่งชมได้ ^^)
นัดกันที่ทางเข้า JJ ไปถึงก็มีเป๊บ ซวง กะคิม รออยู่แล้ว แล้วก้อเลยนั่ง taxi ไปที่
สวนรถไฟเลย อ้าย taxi ตัวดีดันพาหลงอีก -"-
ไปถึงสวนรถไฟนี่เหลือเชื่อมากๆ ทั้งๆที่อยู่ใจกลาง กทม ที่น่าจะมีแต่ตึกสูงๆ แต่ดูมัน
ชุ่มชื่นไปหมด ภายในสวนรถไฟนี่จะแบ่งที่ให้คนวิ่ง แล้วก้อปั่นจักรยานด้วย มีพายเรือ
คายัคด้วย แต่เราไม่ได้ลอง ค่าจักรยานก็ไม่แพงมากนะ 20 บาทปั่นได้ตลอดมีให้เลือก
หลายแบบด้วย(แต่เบาะแข็งมากเราปั่นซะปวดก้นเลย - -'') ปั่นไปได้ซักพักจิ๋วกับกบ
ก็ตามมาสมทบ ก็ปั่นกันจนเย็น แล้วก็ไปหาซื้อของกับเช่าเสื่อมากินกันที่ริมน้ำบรรยากาศ
โรแมนติกสุดๆเลย ไปสวนรถไฟคราวนี้รู้สึกเหมือนได้ชาร์ตแบตให้ตัวเองใหม่รู้สึกสดชื่นขึ้นมากๆ หลังจากช่วงนี้ทำ
แต่งาน ขอบคุณ ซวง คิม เป๊บ กบ จิ๋ว ที่ทำให้เรามีวันหยุดสุดวิเศษนะ สนุกจริงๆวันนี้
สุดท้ายนี้เอารูปมาฝากเผื่อใครอยากไปชวนเราได้เลยนะเราพร้อมไปด้วยเสมอ :D
ไปสวนรถไฟ ปอดแห่งกรุงเทพกัน
เลนจักรยานเฟร้ยให้มันรู้ซะบ้างงง
บรรยากาศร่มรื่นภายในสวนรถไฟ
รูปถ่ายบางส่วนยืมมาจาก link ข้างล่างนะคร้าบบบ April 29 ของฝากจากเซี่ยงไฮ้ - ตอนที่ 3บันทึกการเดินทางวันที่ 2 กำหนดการวันนี้ค่อนข้างรัดตัวมาก มี morning call มาปลุกแต่เช้า เช้าวันนี้กินอาหารเช้าที่โรงแรม ก็ได้กินพวกอาหารฝรั่งทั่วไป เรากินไส้กรอก กะพวกขนมปังนิดหน่อย แล้วก็มีลองอาหารจีนพวกซาลาเปา หมั่นโถว ผัดหมี่ อะไรพวกนี้แหละ วันนี้กินข้าวเสร็จช้านิดหน่อย พอกินข้าวเสร็จก็เริ่มออกตระเวนเที่ยวทันที ที่แรกที่วันนี้เป็นบริษัทผลิตยาจีนอ่ะ เค้าก็มีมาโฆษณาพวกบัวหิมะ กอเอี๊ยะ กับยาอะไรไม่รู้ทำจากตัวชะมดให้ดู แล้วก็มีพวกหมอแมะ ซึ่งใช้การตรวจโดยการจับชีพจรมาให้ลองตรวจฟรีด้วย แต่เราไม่ได้ลองอ่ะนะขี้เกียจ วิวจากโรงแรมที่พักในวันที่ 2
อาหารเช้า
ห้องอาหารในในโรงแรมเสียงล้งเล้งๆมาก
ถ่ายกับรูปปั้นที่โรงหมอ
อันนี้ถ่ายคู่กะพี่ชายย
เสร็จจากโรงหมอก็มาที่ร้านขายไข่มุกซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน พิธีกรแสนซื่อ เดินเข้ามามันก็เริ่มเลยวันนี้ผมจะโชว์เปิดหอยให้ทุกท่านดู (หัวเราะครืนทั้งทัวร์ 55) เสร็จมันคงตั้งใจจะบอกว่าไข่มุกแพงๆเนี่ยต้องสีดำหรือ black perl นั่นเอง แต่มันดันพูดว่าหอยดำๆนี่มีค่ามาก เอาเข้าไป - -‘ เท่านั้นยังไม่พอนะ มันยังโฆษณาครีมกลางวันกลางคืนของมันซึ่งทำจากไข่มุกบด มันพูดประมาณว่าครีมนี้น่ะสรรพคุณดีมากสามารถใช้บำรุงผิวพรรณได้ดี แก้เสียวแก้ผ้า (แก้สิวแก้ฝ้า)ได้ เราก็แบบว่าโห ยาอะไรวะทาแล้วทั้งแก้เสียว ทั้งแก้ผ้าได้เนี่ย นี่ถ้ามันมีจริงเราจะซื้อไปฝากนะ ออกจากโชว์เปิดหอยนี่ก็ไปไหว้พระที่วัดนะ พระที่นี่เนี่ยเค้าเรียกว่าพระหยกขาว ทั้งองค์พระทำด้วยหยกกขาวมูลค่ามหาศาลสวยงามมาก แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปน่ะเลยไม่มีรูปให้ดู ได้แต่เดินถ่ายรอบๆ ก็จะเห็นผ้าสีผแดงๆ ผูกไว้ตามต้นไม้เต็มไปหมด เป็นวิธีที่เค้าใช้ในการอธิฐานน่ะ พอผ้าแดงเยอะๆ ทางวัดก็จะเก็บไปทำพิธีให้
ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยผ้าแดงผูกขอพร
น้องเราเองไปขอพรกะเค้าเหมือนกัน ^^
พระหยกขาวองค์จริงเค้าไม่ให้ถ่ายรูปน่ะ ส่วนนี่คิดว่าทำจากวัสดุชนิดเดียวกัน
เราเองถ่ายกะวิวในวัด :D ถัดจากไหว้พระที่ต่อมาที่ไปคือตลาดเซียงหยาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีแต่ของปลอมทั้งนั้น (ยกเว้นคนขายกะเงินของจริง) ซึ่งมีทุก brand เลย ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าป้าดา(พราด้า) ปากกามองพัง แต่เราว่าไม่มองมันก็จะพังอยู่แล้วนะ - -‘ (มองบลัง) เข็มขัดกุดจี่(Gucci) แต่ที่นี่บอกราคาให้ต่อได้มันส์มาก นี่คือรายการของที่เราซื้อนะ - ถุงมือต่อจาก 75 หยวน เหลือ 20 หยวน - นาฬิกา rolex จาก 450 หยวนเหลือ 200 หยวน - รองเท้า nike สองคู่จาก 730 หยวนเหลือ 350 หยวน - เสื้อกันหนาวจากเท่าไหร่ไม่รู้เหลือ 100 หยวน ชอปปิ้งกันมันส์มากจนต้องซื้อกระเป๋าเดินทางเพิ่มสำหรับใส่ของที่ซื้อโดยเฉพาะ แน่นอนกระเป๋าเดินทางที่ซื้อเพิ่มก็ของปลอมเหมือนกันยี่ห้อ samsonite
ก่อนเข้า shopping ที่ตลาดเซี่ยงหยาง เสร็จจากตลาดเซียงหยางก็จะเดินทางไปที่พักที่หังโจว(ก็เมืองแรกที่เครื่องบินมาลงอ่ะแหละ) ใช้เวลาประมาณ 2 ชมได้ กว่าจะถึง พอถึงก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี มื้อนี้เค้าบอกว่ามีอาหารขึ้นชื่อสองอย่างคือ ไก่ขอทาน กับ หมูตกปอ ซึ่งเราว่ามันไม่อร่อยทั้งสองอย่างเลย T_T อาหารเย็นวันนี้โดยรวมแย่มาก จืดชืดไร้รสชาติสิ้นดี พอเค้าปล่อยแยกเลยรีบเอาของมาไว้บนห้องนอนที่โรงแรมจากนั้นเดินออกไปหาของกินแถวๆโรงแรม เจอของแปลกๆเยอะเลย เริ่มจากไอติมขนาดยักษ์ดูในรูปนะอันที่อยู่ข้างๆขนาดเท่ากับ conetto super ที่บ้านเรา แล้วก็ลองซื้อมาม่ายักษ์มากินด้วยอร่อยดีนะรสชาติเข้มข้นกว่าที่บ้านเราเยอะเลยแถมราคาก็ไม่แพงมาก 3 หยวน เท่านั้น(ประมาณ 15 บาท) นอกนั้นก็ซื้อพวกบะจ่างกะขนมที่ไม่รู้ชื่อมาอีกสองสามอย่างซึ่งมันกินไม่ได้เลยซักอย่าง ไม่อร่อยเลย T_T กินเสร็จอาบน้ำแล้วก็รีบเข้านอนทันที เพราะพรุ่งนี้ guide บอกจะมี morning call แต่เช้าเหมือนกัน
ไก่ขอทานของกินขึ้นชื่อ
หมูตงปอ อีกหนึ่งของกินขึ้นชื่อ
ถ่ายกะน้องสาวในโรงแรมที่พักก่อนออกไปหาซื้อของกิน
คอนเนตโต้ยักษ์
ขณะกินอย่างเอร็ดอร่อยสังเกตเสื้อหนาวนั่นได้มาจากตลาดเซี่ยงหยางหมาดๆ
มาม่าจานโตแต่อร่อยดีนะ April 21 ของฝากจากเซี่ยงไฮ้ - ตอนที่ 2บันทึกการเดินทางวันที่ 1
เช้าวันนี้โดน air hostess ปลุกให้มากินอาหารแฮะ ไอ้เราก็ไม่ค่อยได้ขึ้นเครื่องบินงงอีกเห็นคนอื่นเค้ามีโต๊ะยื่นออกมาจากเก้าอีกนั่งได้ด้วย นั่งหาวิธีทำอยู่ตั้งนานจนสุดท้ายคนนั่งข้างๆต้องมาทำให้
เครื่องบินลงที่หังโจวตอนประมาณ 10 โมงของที่จีน (เวลาจีนช้ากว่าไทย 1 ชม) เราต้องต่อรถอีก 2 ชมก่อนจะถึงเซี่ยงไฮ้ guide เลย บอกว่าตอนนี้ภัตตาคารมันปิดแล้วเนื่องจากเครื่องบินเสียเวลา เราจะหาอาหารเช้าให้กินกลางทางละกัน สักพักรถก็แวะปั๊ม ไอ้อาหารที่มันหามาให้กินนี่ไม่เป็นประเด็นเท่าไหร่นะ ไอ้ที่งงคือเราเดินเข้าไปที่ร้านขายไอติม ก็ไอ้ไอติมเป็นตู้ๆเหมือนที่ขายที่ 7-11 บ้านเรานี่แหละ แต่ก็ต้องตกใจเฮ้ยนี่มันอะไรเนี่ยบนป้ายไม่ยักกะมีตัวเลขซักตัวแล้วแบบนี้จะไปรู้ได้งัยว่ากี่บาท
แผงหนังสือตรงร้านที่ไปกินข้าวเช้าสังเกตแถวบนสุดดีๆ - -'
มาม่ายักษ์แต่รสชาติอร่อยดีนะ
ป้ายที่ติดที่ร้านขายไอติมเป็นภาษาจีนล้วนๆไม่มีเลขอารบิกเลย
อาหารมื้อแรกในจีนจริงๆมีพวกผักต้มด้วยแต่อันนี้ถ่ายตอนวางโต๊ะยังไม่หมด
พอกินอาหารเช้าเสร็จคราวนี้ก็จะนั่งรถต่อละ พอขึ้นมานั่งรถ guide ก็เริ่มแนะนำตัว มี guide สองคนชื่อ pinkie กะ ชื่อต้น (นี่ชื่อคนเซี่ยงไฮ้นะ ลักษณะงืดๆและดูเหมือนจะถูกหลอกง่าย คล้ายๆ ไอ้ต้นมากๆ) แล้วเค้าก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยงไฮ้ให้ฟังก็มีบางอันน่าสนใจดีจะเอามาเล่าต่อให้ฟังละกัน - ชิงช้าสวรรค์ที่นี่หมุนรอบละ 40 นาที - รัฐบาลส่งเสริมจักรยานมากๆ ถ้าคนเดินไปชนจักรยานคนจะผิด แต่ถ้าจักรยานขับมาชนคนที่ยืนอยู่เฉยๆ คนก็ผิดอีกเช่นกัน - -‘’ (พูดง่ายๆถ้าขับจักรยานทำอะไรก็ถูกหมด) แล้วที่นี่อ่ะนะตามทางจะมีคนเอาจักรยานมาจอดเยอะมากประมาณขับจากชานเมืองแล้วมาต่อรถเมล์อะไรแบบนี้อ่ะ guide บอกว่า เอามาตอนเช้าคันใหม่เอี่ยม แค่กลับเย็นหน่อยเดียวได้คันดำปี๋ล้อเบี้ยวกลับบ้าน T_T เพื่อนเค้าต้องเปลี่ยนจักรยานเดือนละ 2 หนเพราะไอ้เหตุผลนี้อ่ะ ดังนั้นก็แนะนำให้มีจักรยานไว้สองคันนะ ขับมาทำงานคันนึง กะไว้ขับอวดสาวคันนึง - ตึกที่สูงน้อยกว่า 30 ชั้นจะถูกทุบหมดภายในปี 2010 - ทางด่วนที่นี่ขึ้นฟรี แถมยังมีตั้ง 6 ระดับแน่ะ มองดูลายตาเป็นบ้า แล้วยังมีป้ายไว้คอยบอกด้วยนะว่าไปทางไหนรถติดทางไหนไม่ติด - กฎหมายที่นี่สบายๆไม่คิดอะไรมาก ถ้าฆ่าคนแค่ถูกขัง 3 วัน ส่วนถ้าค้ายาเสพติดอาจจะถูกขังซักอาทิตย์นึง (วันที่ 4 กะ 8 โดนลากไปประหารน่ะ - -‘ แถมเลือกได้ด้วยนะว่าจะตายแบบไหนจะโดนยิงหรือกรอกยา แต่ต้องออกค่ากระสุนกะค่ายาเองนะ 55)
สภาพถนนในเซี่ยงไฮ้
จากนั้นพอถึงเซี่ยงไฮ้หลังกินข้าวที่ๆได้เที่ยวที่แรกคือ the oriental pearl tower หรือหอไข่มุขนั่นเอง เราได้ขึ้นไปดูที่ไข่อันที่สองของหอนี้ (อยู่สูงจากพื้น 263 เมตรได้) จะเป็นจุดชมวิวอ่ะ ดูเอาในรูปนะ หลังจากนั้น ก็ไปนั่งรถรางเลเซอร์ให้อารมณ์เหมือนนั่งเครื่องเล่นใน dream world มากๆ ไอ้รถนี่จะแล่นลอดอุโมงค์น่ะ แต่ภายในอุโมงค์ทำแสงสีเสียงไว้เพียบเลย
ภาพหอไข่มุกตอนกลางคืนมีกลางประดับไฟสวยงามมาก
แบบจำลองหอไข่มุกมี
ภาพวิวเมืองเซี่ยงไฮ้ถ่ายจากหน้าต่างหอไข่มุก
เสร็จแล้ว guide พาไปเดินที่ walking street หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ถนน นานกิง เป็นที่ shopping พวกของ brand name น่ะมีแต่ของแท้ล้วนๆ (เราก็มาดูๆรุ่นไว้เพราะวันพรุ่งนี้จะได้ไปที่ตลาดเซียงหยางซึ่งเป็นตลาดรวมของปลอมล้วนๆ 55) ซึ่งไอ้ walking street นี่มันก็อยู่ห่างจากรถรางเลเซอร์ไม่มากเลยเดินไป เดินไปซักพัก guide คนนึงเริ่มเห็นว่าคนเริ่มไม่เกาะกลุ่มเลยหยุดนับจำนวนคน เอ้านับตลอดนับ 1, 2, 3, …, 42 ทำไมมีแค่ 42 อ่ะหายไปไหนคนนึง เพื่อนใครหายตรวจดูซิ คนในทัวร์ก็มองหน้ากันไปมาๆอยู่พักนึง ไม่มีใครหายนี่หว่า guide ก็ถึงบางอ้อทันที อ้ายยยต้นนนนนนนน เมิงเปง guide ดันเดินหลงซะเองได้ไงเนี่ย - -‘’ เออให้มันได้งี้สิ
ถนนนานกิงหรือรู้จักกันดีในชื่อ walking street หลังจากเดิน walking street เสร็จที่ต่อไปที่ไปคือกายกรรมซึ่งก็แสดงได้น่าประทับใจดี เสร็จแล้วก็จบลงด้วยการกินอาหารเย็น และร่องเรือชมแสงสีเสียงของเซี่ยงไฮ้ยามราตรี ซึ่งเราหลับตลอดเลยหลังจากนั้น ก็เข้าที่พักซึ่งเป็นโรงแรมในเซี่ยงไฮ้อ่ะแหละจุดเด่นของมันคือโรงแรมนี้มีหนังคนจนให้ดูด้วย (ใครอยากรู้ว่าหนังคนจนคืออะไรลองอ่านต่อไปอีกซักประโยคนึง 55 หนังคนจนมันคือหนังที่น่าเส้ามากพระเอกกับนางเอกไม่มีเงินเลยต้องถ่ายทำกันในห้องๆเดียว แถมยังไม่มีเงินซื้อชุดจะใส่อีก - -‘) โดยสรุปแล้วการเดินทางวันนี้ก็สนุกดี อากาศที่นี่หนาวมากๆ ตอนกลางวันหนาวๆพอๆกะตอนขึ้นภูกระดึงได้มั้ง แต่ตอนกลางคืนนี่หนาวโหดร้ายมากๆ
ปล. มีอาหารบางอย่างที่เราเคยได้ยินแต่ชื่อแล้วก็เพิ่งเคยได้กินในทริปนี้ด้วยอย่างแรกคือเสี่ยวหลงเปา รู้จักกันป่าวหว่าหน้าตาคล้ายๆฮะเก๋า แต่ไส้ดันเหมือนซาลาเปาแถมมีน้ำซุบด้านในด้วย อีกอย่างคือไอ้กุ้งมังกรนี่น่ะ ซึ่งกินแล้วก็ไม่เห็นว่าจะต่างจากกุ้งกุลาดำบ้านเราตรงไหนเฮ้ออ
นี่คือเสี่ยวหลงเปาดูตอนแรกนึกว่าฮะเก๋าแต่อร่อยดีนะ >< April 19 ของฝากจากเซี่ยงไฮ้ - ตอนที่ 1วันหยุดสงกรานที่ผ่านมาเราก็ไปเที่ยวจีนกะครอบครัวอ่ะนะ มีเขียนบันทึกกะถ่ายรูปไว้เยอะเหมือนกกัน แต่ เอาลง blog หมดทีเดียวไม่ไหว ไว้จะตัดเป็นตอนๆ ไปเที่ยว 5 วันก็ 5 ตอนลงให้อ่านละกัน
วันนี้ก็ก่อนจะเริ่มลงบันทึกอะไรขอบรรยายของที่ไปเห็นมาที่จีนนิดนึง ที่ๆเราไปมาคือ เซี่ยงไฮ้-หังโจว-ถุนซี-เขาหัวซาน นะ ไม่รู้ว่าที่อื่นในจีนจะเป็นเหมือนกันป่าว อย่างแรกเลยคือ คนที่นี่สูบบุหรี่จัดมาก แม่งสูบกันทุกที่ ในภัตตาคาร ในโรงแรม ไม่มีเว้นเลย ขนาดเขตปลอดบุหรี่ยังดูดกันปู่ยๆ
อย่างที่สองคือ รถที่นี่ขับได้มีน้ำใจเหลือเกิน (จะชนตรูหลายทีละขับมาเจอคนไม่เคยจะรถความเร็วลงเลย) บีบแตรกันสนั่นตลอดทาง
อย่างที่สามคือ อาหารจีนนี่มันสุดจะ bullshit จริงๆ ไม่มีรสชาติเลย แถม มันมากๆ
อย่างที่สี่คือ ไม่ว่าห้องน้ำจะทำมาหรูแค่ไหน แต่ถ้าไม่แก้สุขนิสัยกันหน่อยมันก็เท่านั้นอ่ะเหม็นเหมือนเดิม - -'
ก่อนจะพาไปเที่ยวเมืองจีนเราจะเสนอ ภาษาจีนง่ายๆที่ได้มาไว้ละกัน เผื่อใครไปเที่ยวจะได้ไม่อดตาย การทักทาย
สวัสดี หนี่ห่าว ขอบคุณ เซี่ยเซี่ย
ลาก่อน ไจ้เจี้ยน ขอโทษ ตุ้ยปู้ฉี
รอสักครู่ เติ้งอีเซี่ย ไม่เป็นไร เหมยกวนซี่
การเดินทาง
อยู่ที่ไหน ไจ้หนาหลี่ โทรศัพท์ เตี้ยนฮั้ว
โรงแรม ฟั่นเตื้ยน ภัตตาคาร ฟั่นก่วน
ห้องน้ำ เซ่อสั่ว ฉันต้องการ หว่อเหย้า
ช้อปปิ้ง(อันนี้สำคัญมาก)
เท่าไหร่ ตัวเส่า แพงเกิน ไท่กุ้ยเลอ แพงมาก เหิ่นกุ้ย นิดหน่อย อี้เตี่ยน
ร้านอาหาร
ข้าว ฟั้น โค๊ก เค่อเล่อ
น้ำแข็ง ปิงไคว้ น้ำเปล่า ปิงสุ่ย
ช้อน ทางจือ ส้อม ชาจือ
ตะเกียบ ไขว้จือ เบียร์ ผีจิ่ว
จบด้วยเพลงจีนละกันเป็นเพลงของเติ้งลี่จวินที่ไกด์ร้องให้ฟังในรถ ชอบมากลองฟังดูนะ
เพลงพระจันทร์แทนใจฉัน
หนี่ เวิ่น หว่อ อ้าย หนี่ โหย่ว ตัว เซิน เธอถามว่า ฉันรักเธอล้ำลึกแค่ไหน หว่อ อ้าย หนี่ โหย่ว จี่ เฟิน ว่า ฉันรักเธอกี่ส่วน หว่อ ติ ฉิ่ง เหย่ เจิน เรื่องของฉัน เป็นเรื่องจริง หว่อ ติ อ้าย เหย่ เจิน ความรักของฉันก็เป็นรักจริง เยว่ เลี่ยง ไต้ เปี่ยว หว่อ ติ ซิน แสงจันทร์ นั้น แทน ดวงใจของฉัน หนี่ เวิ่น หว่อ อ้าย หนี่ โหย่ว ตัว เซิน เธอถามว่า ฉันรักเธอล้ำลึกแค่ไหน ชิง ชิง ติ อิ เก้อ เหวิ่น จุมพิตเบา ๆ (ของเธอ) หนึ่งครั้ง หนี่ เวิ่น หว่อ อ้าย หนี่ โหย่ว ตัว เซิน เธอถามว่า ฉันรักเธอล้ำลึกแค่ไหน April 09 RSTLหลายๆคนคงรู้แล้วอ่ะนะว่าเราทำนที่ RSTL (Reuters Software Thailand Limited) เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 3 อ่ะ ตอนนี้ก็ทำมาได้ซักอาทิตย์นึงละ ส่วนใหญ่ช่วงนี้จะเป็นการ orientation และคงเป็นแบบนี้ไปอีกเป็นเดือนล่ะ เสร็จแล้วพี่ในทีมบอกว่าจะมี training ให้ อีกเดือนนึง สรุปคือสองเดือนแรกเราแทบจะไม่ต้องทำงานเลย นั่งฟังไปเรื่อย
ตอนนี้เราอยู่ใน project ที่ชื่อ RMDS (Reuters Market Data System) ซึ่งเป็น backend ของระบบเค้าน่ะ เราจะรับผิดชอบ core infrastructure ของระบบนี้ โดยมันก็แบ่งออกเป็นอีกหลายส่วน -"- ส่วนที่เราจะเข้าไปดูจริงๆเรียกว่า P2PS (Point to Point Server) ซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไรเหมือนกัน จากการคุยกะรุ่นพี่ที่เป็น trainer พบว่าลักษณะงานที่เราจะต้องทำเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะในการ communicate กะคนอื่นพอสมควร คือจะมี ticket(ก้อคือปัญหานั่นล่ะเรียกให้เท่ๆไปงั้น ^^) มาทาง siebel ซึ่งเป็น program ใช้ทำ CRM ประเภทหนึ่ง (คือรัยเนี่ย ???) แล้วเค้าก็จะอธิบายปัญหาของเค้ามาซึ่งแต่ละคนจะมีปัญหาไม่เหมือนกันและข้อมูลที่ให้ก็แตกต่างกันด้วยบางคนให้รายละเอียดน้อยมากๆ บางคนก็บอกรายละเอียดจนตาลายแถมด้วย log file อีกหลาย mb - -' ไอ้เราก็จะต้องเอาปัญหาที่เค้าบอกเนี่ยมา reproduce ปัญหาใหม่ คือบางทีสิ่งที่เค้าบอกมันไม่ใช่ root cause ของปัญหาอ่ะ แค่บอกว่าเค้าทำแบบนี้ๆๆแล้ว program พัง แต่ในความเป็นจริงทำบางเครื่องอาจจะพังบางเครื่องก็ไม่พังเพราะมันไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาจริงๆ เราต้องหา root cause แล้วสร้างสถานการณ์ที่จะทำให้ program เราพังตาม condition เดียวกับ customer ขึ้นมาให้ได้ พูดง่ายๆคือทำให้เราสามารถสร้างปัญหานั้นให้เกิดอีกครั้งบนเครื่องใดๆ เวลาใดๆก็ได้ตามใจเรา แล้วทีนี้ก็ส่งต่อไปให้ dev แก้ แล้วก้อให้ qa test ของที่แก้แล้วเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็ต้องทยอยเอา document ของทั้งระบบมาอ่านให้ช่ำชองก่อน ^^''
ok พูดถึงงานมานานแต่ก็นั่นแหละทั้งหมดที่บอกเป็นเรื่องของการคาดเดาเพราะเรายังไม่ได้เริ่มทำ
คืออาทิตย์แรกที่ผ่านมาเราจะเข้า boot camp ทั้งอาทิตย์เลย เริ่มจากตรงไหนดีหว่า อ้อก่อนจะเริ่มเล่าขอบคุณปอ ที่อุตส่าช่วยไปเลือกชุดทำงานให้เรานะ ใส่แล้วรู้สึกหล่อขึ้นอีก 30%
วันแรกของ bootcamp เนี่ย เรามั่วมากๆคือเราไม่รู้อ่ะว่าเค้าจัดกันที่ไหนก็เลยเอาวะไปชั้น 30 ก่อนละกัน เพราะเป็นชั้นที่เรามาติดต่อบ่อยๆนี่ พอไปถึงเจอยามก็โดนไล่โน่นเลยน้องชั้น 35 ห้อง oxford (ชื่อห้องประชุมเค้าน่ะ ที่นีเค้าจะตั้งชื่อห้องต่างๆเป็น set เช่น set top rank university ก็มีพวก oxford, camebridge, carnegie set จังหวัดต่างๆก็มี sukhothai, chiangmai แล้วก้อมีพวกฤดูต่างๆด้วย) พอเข้าไปในห้องก็โอ้วพระเจ้าจอร์จจเราไม่รู้จักใครเลย!!! กวาดตามองไปรอบๆอีกครั้งเอ๊ะหน้าคุ้นๆ สุวิทย์นี่เอง เราไม่รอช้ารีบเดินไปนั่งด้วยทันที เนื้อหาที่เค้าพูดก็ (จำไมได้ละ
โดยรวมก็ ok ดีนะ ถ้าไม่นับเรื่อง e-learning อีกเป็นกระบุงที่ต้องไปนั่งทำเองนอกเวลา T_T เยอะมากๆ เพื่อนๆส่วนใหญ่ตอนนี้เราจะเดินกับเพื่อนจากธรรมศาสตร์อ่ะ เค้าก้อ friendly ดีนะ แต่แอบอึดอัดเล็กๆเหืมอนกัน ก็มันยังไม่สนิทกันนี่ ^^'' คงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกซักพัก สำหรับอาหารนี่ reuters ไม่เลี้ยงว่ะ
วันแรก - ข้าวขาหมู ที่ food center อร่อยใช้ได้ ใส่เนื้อ หนัง ไข่ต้ม ครบเลย แต่ดูเหมือน calories จะสูงไปหน่อย -"-
วันที่สอง - ก๋วยจั๊บญวณหรือเวียดนามนั่นเอง อันนี้ชอบมาก เพื่อนๆใครไม่เคยกินลองหากินดูนะ จะเป็นก๋วยจั๊บน้ำใส แตจะข้นๆ หน่อย เส้นมันจะเป็นเส้นกลมๆขาวๆ คล้ายพวกเส้นบะหมี่สดแต่ใหญ่กว่า แล้วก้อเราให้ใส่เครื่องพวกหมูยอ หมูตุ๋น ปรุงกินกะพริกกะเหรี่ยง โอ้วววอร่อยดีจริงๆ
วันที่สาม - อ้อวันนี้นี่เสร็จจาก bootcamp เร็วเลยมีเวลาพักเที่ยงนาน เลยพากันไปกินแถวหลังตึกอับดุลราฮิมอ่ะ เราสั่งข้าวหน้าปลาโอกิน (มันคือข้าวหน้าปลาทูน่าสดนี่เอง) ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ดูเนื้อปลามันแห้งๆแล้วก้อสากๆนิดๆ ตอนเย็นไปเล่นแบดกะกวาง กระติก ปิง ป้าเอม อ้อแล้วก็วันนี้เป็นวันเกิดเมด้วย happy birthday นะ เราไม่ได้ลืมวันเกิดแกนะเฟร้ยยย ก็เล่นเสร็จก็พากันไปกินข้าวที่ร้านอาหาร in love (เปิดแต่เพลงอกหักไหงมันชื่อ in love ฟระ) ไปกะพวก แพม ไผ่ เอก พี่กล้วย ด้วย อาหารอร่อยมากกกกกก แต่ก็แพงเหมือนกัน จะว่าไปเรายังไม่ได้จ่ายตังกระติกเลยนี่หว่า ติดอยู่ 500 ไว้เจอกันจะเอาให้นะแกอย่าลืมทวงอ่ะ
วันที่สี่ - หยุดเฟร้ยวันจักรีงัย
วันที่ห้า - วันนี้ไปกินข้าวกะพี่ๆในทีม ที่ร้านรัยไม่รุจำไม่ได้ละ เป็นร้านอาหารตามสั่งอ่ะ เราสั่งไข่ผัดแหนมไปอร่อยดี เหมือนกัน ที่สำคัญร้านนี้ทำอาหารค่อนข้างเร็วนะ ตอนไปดูเหมือนคนเต็มร้านเลย แต่รอไม่นานอย่างที่คิด ขากลับมีแวะซื้อกาแฟขึ้นไปกินด้วย
ปล. อิจฉาพวก exxon ได้กินอาหารโรงแรมหรู >< อย่าลืมห่อมาฝากเราด้วยนะ April 08 กลับมาอีกครั้งงงงไม่ได้เขียนมานานมากกกกกก
จริงแล้วไม่ใช่ไม่มีเรื่องจะเขียนนะ แต่มันไม่มีเวลาอ่ะ ^^''
แต่ตอนนี้จะเริ่มเขียนบ่อยขึ้นแล้ว คิดซะว่าเขียนแทน diary เนื่องจากไม่ได้เขียนมานานมีเรื่องอยากเขียนเต็มไปหมดเลยแฮะ เราเขียนรวบยอดเลยละกันทนๆอ่านเอาหน่อย แต่คงเป็นแบบย่อๆเท่าที่เราจำได้อ่ะนะ ทริปไปภูกระดึง สำหรับครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้ขึ้นภูกระดึง ครั้งแรกเราขึ้นตอนอยู่ ม. 3 น่ะ ตอนนั้นรู้สึกจะขึ้นมากลับทริปที่โรงเรียนจัดให้น่ะ สำหรับรายการเที่ยวเพื่อนๆ ได้พูดไปเยอะแล้วน่ะ ใครอยากอ่านลองเข้า blog พวก ตา เม มอร์ ดูนะ มี post รูปไว้ด้วย ขึ้นไปภูกระดึงครั้งนี้ต่างจากขึ้นมาครั้งที่แล้วเยอะเลยย ทุกๆอย่างดูแปลกตาไปหมด ทุกอย่างดูสะอาดและสะดวกขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเตนท์ ถุงนอน หมอน ห้องน้ำ ผ้าห่มนวม ครั้งที่แล้วที่เราขึ้นมาห้องน้ำกะที่นอนนี่สุดยอดมากๆเละสุดๆ
ทริปนี้เป็นทริปที่เราประทับใจมากๆ ถือว่าเป็นทริปที่ดีที่สุดทริปหนึ่งของเราเลย กิจกรรมที่ทำแต่ละอย่างเหนื่อยและวิบากมากๆ แต่ได้เห็นน้ำใจเพื่อนจริงๆ ถ้าไปคนเดียวเราคงไม่มีแรงลุยขนาดนี้ อย่างวันที่ไปผาหล่มสักนั่นวันนั้นวันเดียวเดินเกือบจะ 25 กิโลได้มั้ง แล้วไม่ได้เดินตัวปล่าวนะเพราะต้องขนเสบียงไปกินระหว่างทางด้วย ผลัดกันแบก ผลัดกันขน บางคนก็บังแดดให้ ขากลับจากผาหล่มสักเราชอบมาก เดินกลับมากับเพื่อนหลายคน ทางเดินมันมืดเอามากๆ มองไม่เห็นทางเลย แต่ก็ยังได้ยินเสียงเพื่อนคุยกันตลอด มีร้องเพลงเล่นระหว่างทางบ้าง จำไม่ได้ เหมือนกันว่าเดินอยู่นานเท่าไหร่ รู้สึกเหมือนเวลามันจะหยุดนิ่ง เหมือนว่าเดินคุยกันไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงที่พักแล้ว
ถึงแม้ทริปนี้จะขาดสีสันของการไปทริปไปนิด ไม่ได้ตะโกนร้องเพลงตอนกลางคืน ส่งเสียงดังก็ไม่ได้ แล้วก็เหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็เป็นทริปที่ดีจริงๆ ขอบคุณเพื่อนๆทั้ง 14 คน ที่ทำให้เป็นทริปที่ดีขนาดนี้
รูปของเพื่อนๆทั้ง 15 คนที่ไปทริปนี้ ที่เห็นชี้ๆอยู๋นั่นคือต้น maple ใบมันจะสีแดงๆ สวยมาก
งานบายเนียร์ งานบายเนียร์ปีนี้เป็นบายเนียร์ที่ค่อนข้างแปลกนะ แปลกงัยเหรอ? แปลกตรงที่จัดรวมพร้อมกันทั้ง cp28&cp29 น่ะสิ ทำไมน่ะเหรอ เดือนสองเดือน แล้วพอมาถึงปีเราก็พบว่ามันเลื่อนจนจะครบรอบ ละ เพื่อทำให้เวลาที่วิปริตกลับเข้าที่เลยจัดมันพร้อมกันซะเลย บายเนียร์ปีนี้จัดพร้อมกับวัน present nsc 2006 วันสุดท้ายพอดีเลย ก็เลยมีเพื่อนๆที่ไป present nsc ด้วยกันไปด้วยเยอะเลย พอไปถึง งาน โอ้โหปีนี้คนเยอะจริงๆ 200 คนได้มั้ง อบอุ่นมากๆอ่ะ กิจกรรมในงานก็สนุกดีนะ แต่ว่าไปถึงช้านี่ไม่รุจะกินอะไรแล้วอ่าดิ ยังงัยก็ตามขอบคุณน้องๆเพื่อนๆและพี่ๆทุกคนมากๆ
งานวันเกิดวิทย์อ้วน อะไรมันจะเกิดได้เหมาะเจาะขนาดนี้เนี่ย เกิดวันสอบวันสุดท้ายพอดี เพื่อนๆทุกคนอยู่ในอารมณ์อยากปลดปล่อยอยู่แล้ว งานนี้คนล้นทะลัก เป็นโคตรงานวันเกิดเลยสิครับ ไปกันซัก 50 คนได้มั้ง จำได้ว่าอาหาร ร้านวิทย์อร่อยมากๆ อ้อมีเม พี่มาร์ท กะไอ้ย้งขึ้นไป show ร้องเพลง ด้วยได้อารมณ์ดีเหมือนกัน กินเสร็จมีไปต่อผับที่ตึก liberty รู้สึกจะชื่อ ashley โดยเฉพาะมหาลัยมหาหลอกของไอ้ย้งชอบมาก 555 อะไรแถวนี้อ่ะ เรานี่ก็ไม่ค่อยถูกโรคกะผับเสียด้วย แต่ก็ตามเพื่อนไป ไปถึงโอแม่เจ้ามันเหม็นบุหรี่มากอ่า O_o นั่งเต้นๆ (หรือนั่งงืดฟระ) จน ตีสอง แล้วก็กลับถึงหอพร้อมกับพบว่า project dig img ยังไม่ได้ทำเลย ตายละคนอื่นมันสอบเสร็จแล้วแต่เรายังสอบไม่เสร็จนี่หว่า แต่ไม่สนนอนเลย แล้วตื่นมาก็รับกรรมไม่ได้นอนไปอีกสองวัน เอางานไป present ในสภาพ สลึมสลือตามระเบียบ คนไปเยอะจัดหารูปหมู่ไม่ได้อ่ะ เอาเปงว่าดูบรรยากาศ ในงานไปก่อนละกัน
อันนี้บรรยากาศในงาน
ลีลาการร้องของคุณเม
อันนี้เค้กวันเกิด โอ้ววววจอร์จจจ
ทริปเกาะช้าง คงเป็น event สุดท้ายที่จะเขียนถึงสำหรับวันนี้ ทริปนี้เป็นทริปสุดท้ายในชีวิตมหาลัยแล้ว (ฟังแล้วเศร้า) คนไปเยอะตามคาด เป็นทริปที่ทำเวลาได้ตรงมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลานัด เวลากินข้าว เวลาเที่ยว เรียกว่าคุมเวลาได้ดีมาก ไม่งั้นเที่ยวได้ไม่ครบตามตารางแน่ๆ เพราะแน่นเอียดดดเลยย
กิจกรรมหลักๆที่ทำในทริปนี้ก็แปลกดีนะ มีกิจกรรมอะไรทำเยอะดีตอนกลางวันก็มีพวกดำน้ำดูปะการัง มีนั่งเรือดูหิ่งห้อยด้วย พายเรือคายัค(เขียนแบบนี้ป่าวหว่า) แต่น่าสงสารเพื่อนๆหลายคนโดนทั้งหอยทั้งหินบาดขาดได้แผลไปหลายคนเหมือนกัน กลางคืนก็แยกกันเป็นกลุ่มๆ อย่างกลุ่มเราก็นั่งเล่นไพ่วันแรกนี่เสียไปอื้อเลยไอ้แพมนะไอ้แพม T_T คืนที่สองนี่ไปตีสนุ๊กกะพวกไอ้ปิงอยู่แวบนึงแต่เล่นไม่ค่อยเป็นแฮะว่าแล้วก็กลับมานั่งเล่นที่ห้องนอนดีกว่าตอนแรกก็นั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลง ก็มีพวกป้าเอมกะกระติกมานั่งร้องด้วย หลังๆเริ่มย้ายไปเล่นไพ่คราวนี้คนเริ่มเยอะใครบ้างมีใครบ้างเนี่ยเท่าที่จำได้ก็ ตา บุ๋ม เอม ทอป ปีแล้วก็... จำไม่ได้แล้ว -"- ใครจะไปจำได้หมดเนี่ยเรื่องผ่านมาตั้งนานแล้วเอาเป็นว่าคืนที่สองนี้ไม่เสียตัง
ขากลับมา กทม นี่มีแวะซื้อของฝาก รู้สึกเราจะได้ข้าวหลามกะขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนกับมากินล่ะ แต่ขากลับนี่ค่อนข้างงืดนิดๆเพื่อนๆหมดแรงกันหมดเลยนั่งหลับกัน อ้อรถเรามีเปิดต้มยำกุ้งดูแก้งืดด้วย และแล้วก็กลับถึงกทมมีถ่ายรูปหมู่พอเป็นพิธีแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านเราเกาะรถแม่เมกลับตามระเบียบโอ้วในที่สุดพวกเราก็จะจากันจริงๆแล้วสินะ
ขอบคุณเพื่อนต้นและอีกหลายๆคนที่ช่วยในการจัดการทริปนี้นะ ไว้วันหลังมีโอกาสไปทริปกันอีก
อันนี้ถ่ายแถวน้ำตก มีคนแค่นี้เพราะคนอื่นขึ้นไปชั้นบนๆ กันหมด ^^''
เตรียมตัวลงดำปะการังกัน
วิว + ตัวประกอบ :D
พี่เบิร์นนี่เอง โชวหุ่นสุดล่ำ
วันนี้เนื่องจากไม่ได้เขียนมานานเลยเขียนค่อนข้างยาวเลยแฮะ ใครที่ทนอ่านจนจบก็ทิ้งเมนท์ไว้ด้วยยน้า จะได้รู้ว่ายังมีคนอ่านอยู่ 55 ถึงจะงืดนิดหน่อยก็ทนเอานะ ปกติเราไม่ค่อยได้ได้เขียนอะไรเป้นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่พอดีวันนี้มีอารมณ์ + รู้สึกว่างๆเลยมานั่งเขียน ตอนนี้ก็เริ่มทำงานแล้ว ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องที่ reuters ให้ฟังนะ มีอะไรให้เล่าเยอะเหมือนกัน June 26 วันไหว้ครูไม่ได้เขียนซะนาน ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลย T_T วันนี้ตื่นมา 6 โมงเช้ามานั่งทำรายชื่อคนรับประกาศนียบัตร (ที่ตัวเองไม่ได้รับ 55) ต่อ เสร็จประมาณ 7 โมง June 18 ไม่สบายวันนี้เราตื่นมาพร้อมกับความอ่อนเพลีย ไม่ได้ไม่สบายมานานมาก แถมชีวิตวันนี้ก้อยุ่งเหยิงใช่เล่น ตื่นมารีบอาบน้ำกินข้าวแล้วออกมาคณะ ดูนาฬิการพบว่าเกือบบ่ายโมงแล้ว ต้องรีบโทรบอกตาให้ช่วยทำใบวน sec ประกาศเรื่องการรับน้อง กับการรวบรวมรายชื่อคนที่ได้รางวัลในรอบปีที่แล้วให้ (ซึ่งไม่มีเราเนื่องจากแห้วทุกรายการ T_T) แล้วก้อโดนเอี่ยมนัดประชุมนิทรรศ จากนั้นก้อโทรหาน้องปุ้ยบอกให้ช่วยจัดการ เรื่องเดียวกัน พอมาถึงคณะรีบบึ่งไปชั้น 17 ทันที มีลากแนนกะตาขึ้นไปด้วย เพื่อไปส่งจดหมายเชิญคณาจารย์ร่วมงานไหว้ครูและเช็คของที่ห้องธุรการสามารถเตรียมให้ได้ และของที่ต้องเตรียมเพิ่ม เรียบร้อยแล้วไปเรียน formal language ซึ่งเรียนไม่ค่อยรุเรื่องเนื่องจากพิษไข้ หรือว่าเพราะเราโง่หว่า กลับถึงหอมาฉลองวันเกิดน้องแล้วก้อนอนนิดหน่อยแล้วออกไปซื้อข้าวเย็นมากินพร้อมกับดูหนัง A Moment to remember ที่ใครเค้าว่าดีนักหนา พบว่า ดูไม่รู้เรื่อง อะไรของมันฟระ June 14 วิชาเลือกวันนี้มานั่งนึกๆดู เอ๊ะตอนนี้เราลง gen ed ก็ครบแล้ว free elective ก้ครบแล้ว จิงๆแล้วเทอมนี้ควรจะเป็นเทอมที่เราได้เรียนสบายๆ แบบ 13 หน่วยกิจด้วยซ้ำ แต่ที่ไหนได้ลงไว้ตั้ง 22 หน่วยกิจ แถมยังไปนั่ง sit in อีกหลายตัว ตอนนี้ approve ที่ลงไป 7 ตัวก็มี game prog, ooap, robotic, wireless, computer graphic, artificial intelligent II, fault tolerant networking ส่วนตัวที่คิดว่าอยากไป sit in มี it for business, multimedia database, network management โอ้วขืนเป็นแบบนี้ไม่รอดแน่ๆจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ project คงต้องหัดยับยั้งชั่งใจบ้างละ ปล. ถ้าเทอมนี้เกรดไม่ดีนะเทอมหน้าสนุกแน่ หึหึ June 05 พึ่งกลับจากทริปภาคพึ่งกลับจากทริปภาคมีเรื่องเล่าเยอะเลยถือโอกาสเปิด blog ซะเลย นั่งคิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะทำดีหรือป่าว แต่เอาฟระไหนๆเค้าก้อมีให้แล้วเล่นซะหน่อยละกัน คนไปปีนี้เยอะมากๆ เราว่าถ้านับจริงๆนะ ครั้งนี้น่าจะเป็นทริปภาคที่คนไปเยอะที่สุด ตั้งแต่เปิดภาคมา 30 ปีอ่ะ รวมๆคนไปซัก 170 คนได้มั้ง ตอนรวมกันที่ใต้ตึกสี่นี่อึ้งมากแทบจะไม่มีทางเดิน บรรยากาศบนรถเฮฮาดีแม้ตอนออกรถจะงืดๆเล็กน้อย แต่หลังจากเข้า minimart รุสึกเหมือนน้องๆพี่ๆเพื่อนๆบนรถ ไม่รู้ว่าไปคึกมาจากไหนเราตะโกนร้องเพลงซะเสียงแหบเลย จนตอนนนี้เสียงก้อยังไม่กลับมา -"- ที่พักก้อดีกว่าปีที่แล้วเยอะปีสี่กับน้องผู้หญิงนอนห้องแอร์ห้องละประมาณ 3-4 คน ไม่รู้ว่าที่พักน้องผู้ชายเป็นงัยบ้าง ปีนี้เปลี่ยนบรรยากาศดีด้วย ปกติทริปภาคจะไปล่องแก่งกันแต่ปีนี้มีไปเที่ยวน้ำตกด้วย สนุกดีแต่เหนื่อยชะมัด กลับมาถึงที่พัก มีงานบายศรีอีก แต่งานบายศรีนี่แอบงืดแฮะ หรือว่าเป็นเฉพาะกลุ่มเราหว่า หลังเสร็จทริปมีไปกินข้าวกะไปเกะกะเพื่อนๆน้องๆต่อด้วย รุสึกจะมี ตา ทอป ดอน เม โน้ต แล้วก็รุ่นน้องมี น้องปอบ น้องกิฟต์ น้องมน น้องวอร์ม สนุกดีพยายามร้องทั้งๆที่ไม่มีเสียงร้องแล้ว 55 กลับมาถึงหอคืนแรกนี่สลบไปสามชั่วโมงรวด |
|
|